น้ำมันงาดำมีดีอะไรนะ ทำไมถึงช่วยลดอาการป่วยของเราได้

น้ำมันงาดำงาดำนั้นจัดเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง มีผลเป็นฝักซึ่งจะมีเม็ดเล็กๆสีดำอยู่ข้างใน และก็เป็นหนึ่งในพืชน้ำมันที่มีธาตุอาหารมากมายหลายประเภทในตัวของมันที่ช่วยส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายเราทำงานได้อย่างเป็นปกติ งาดำนั้นพบได้ในหลายพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เขตร้อน หรือกึ่งร้อนของโลก

ทำไมงาดำถึงได้ถูกขนานนามว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชนิดหนึ่งในปัจจุบันนี้ นั่นก็เพราะในงาดำนั้นประกอบไปด้วยแร่ธาตุ สารอาหารที่มากมายที่ล้วนดีต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น แคลเซียม วิตามินบีรวม มีกากใยสูง โปรตีนสูง มีสารอาหารโอเมก้า 3-6-9 แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี ฯลฯ

มากไปกว่านี้ ในงาดำนั้นยังมีสารเซซามิน เซซาโมลิน และเซซามอล ที่เป็นสารเฉพาะตัวที่พบได้ในงาดำเท่านั้น ซึ่งสารนี้ปัจจุบันได้มีการศึกษาวิจัยและค้นพบว่ามีคุณสมบัติทางด้านการแพทย์เป็นอย่างมาก เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดดีมากที่ช่วยป้องกันและส่งเสริมการทำงานของอวัยวะในร่างกาย เช่นหัวใจ ปอด สมอง ตับ ไต ให้อยู่ในสภาพที่ทำงานได้อย่างปกติ (คัดลอกบทความเกี่ยวกับ น้ำมันงาดำ จาก น้ำมันงาดำ.net)

บำรุงผิวพรรณให้สดใสด้วยน้ำมันรำข้าว

คุณสมบัติของน้ำมันรำข้าวที่เด่นอีกตัวนึงก็คือช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสและสามารถช่วยชะลอความแก่ทำให้แลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

เนื่องด้วยน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวประกอบไปด้วยวิตามินอีจำนวนมากรวมถึงวิตามินบีคอมเพล็กซ์ โอเมก้า 6 ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าสามารถช่วยบำรุงผิวพรรณของเราให้เต่งตึงผ่องใส และดูมีน้ำมีนวล ทั้งยังช่วยชะลอความแก่ที่เกิดจากรอยเหี่ยวย่นได้ด้วย หากท่านใดสนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มที่ น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว.com

หากท่านใดที่ตัดสินใจเลือกรับประทานน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวเป็นอาหารเสริมแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมีในการผลิตและได้การรับรองมาตรฐานความสะอาดและปลอดภัย ไม่ควรเลือกรับประทานน้ำมันรำข้าวที่มีส่วนประกอบของสาร Hexane

เบาหวานกับไต

เบาหวาน

ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะเป็นผลเสียต่ออวัยวะในร่างกายรวมทั้งไต..โรคเบาหวานเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไตเสื่อม หรือไตวายมากที่สุดผู้ป่วยในช่วงแรกจะไม่มีอาการอะไรเลยจนกระทั่งไตเสื่อมมาก จึงจะเกิดอาการของไตวาย… และในที่สุดก็เกิดไตวายระยะสุดท้าย จึงจำเป็นต้องล้างไต หรือเปลื่ยนไต…

ความเสี่ยงของ…โรคไต จาก….เบาหวาน

สหพันธ์เบาหวานนานาชาติพบว่า คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ จะมีโปรตีนคือ อัลบูมินหรือ ไข่ขาว ออกมาทางปัสสาวะ และ 1 ใน 3 ของ จำนวน 50 เปอร์เซ็นต์นี้ จะพัฒนาไปสู้โรคไตและโรคมักจะดำเนินต่อไปจนเข้าสู่ ภาวะไตวายเรื้อรังจากเรื้อรังระยะสุดท้าย ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าสาเหตุของผู้ป่วยไตวายเบาหวานสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจำเป็นต้องรักษาชีวิตไว้ โดยรับการรักษาด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยไตเทียมหรือล้างช่องท้อง หรือ ผ่าตัดเปลี่ยนไต ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของครอบครัวและประเทศชาติในการดูแลรักษาอย่างมาก…

ไต… เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ขับถ่ายของเสียออกทางปัสสวะ ดูดซึมและเก็บสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่ายกาย รักษาปริมาณน้ำเกลือแร่และกรด – ด่าง ภายในร่างกายให้สมดุลย์ช่วยควบคุมความดันโลหิตสร้างสารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดและฮอร์โมน เมื่อเป็นเบาหวานระยะนาน ๆ จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางไต เช่น…

กระเพาะปัสสวะอักเสบผู้ป่วยเป็นเบาหวานมักมีความผิดปกติในระบบขับถ่ายปัสสาวะ ทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้บ่อย เมื่อถ่ายปัสสาวะจะเจ็บหรือต้องเบ่งแรง ปัสสาวะบ่อย และออกทีละน้อย เมื่อตรวจปัสสาวะจะพบว่ามีเม็ดเลือดขาว และแบคทีเรีย

อาการบวม เกิดขึ้นเมื่อไตทำงานน้อยกว่าปกติหรือ เกิดจากร่ายการสูญเสียโปรตีนทางปัสสาวะมาก ทำให้ระดับโปรตีนในเลือดต่ำลง ส่งผลให้เกิดอาการบวม ไตอักเสบจากการติดเชื้อผู้ป่วยจะมีอาการไข้หนาวสั่น ปวดหลัง พบว่ามีเม็ดเลือดขาวและแบคทีเรียในปัสสาวะ


ไตวายเฉียบพลันเกิดขึ้นเมื่อรับประทานยาบางชนิดที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเนื้อไตเสื่อมสภาพ ไตทำงานน้อยลงมากและไม่สามารถรักษาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ การทำงานของไตจะเสียไป ผู้ป่วยจะมีอาการบวม ซีด ความดันโลหิตสูง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ระยะสุดท้ายจะอ่อนเพลียคลื่นไส้ อาเจียน

  • มีประวัติเบาหวานมานานกว่า 10 ปี
  • ประวัติครอบครัวมีภาวะแทรกซ้อนทางไตจากเบาหวาน
  • ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
  • ตรวจพบจอประสามตาเสื่อมจากเบาหวาน
  • ตรวจพบโปรตีน หรือ ไข่ขาวทางปัสสาวะ

เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะไตวายจากเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต ให้เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ โดยการ…

  • มีความตระหนักในภัยของเบาหวาน
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในระดับปกติและปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด
  • ควบคุมและสังเกตการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิต โดยต้องไม่เกิน 130 – 80 มิลลิเมตรปรอท และต้องตรวจวัดความดันโลหิตทุกครั้งที่ไปพบแพทย์
  • ติดตามและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่น ภาวะไตวาย จอประสาทตาเสื่อม การเป็นแผลที่เท้า การเป้นโรคหัวใจ และหลอดเลือด
  • ตรวจหาโปรตีน หรือไข่ขาวทางปัสสาวะ ปีละ 1 ครั้ง
  • บริโภคอาหารเพื่อการมีสุขภาพที่ดี โดยรับประทานอาหารให้เหมาะสมทั้งชนิดและปริมาณ ลดอาหารไขมัน เช่น กะทิ เนื้อสัตว์ติดมัน หลีกเลี่ยงการประกอบอาหารโดยใช้น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล อาหารจำพวกโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ฯลฯ
  • งดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที เช่นการเดินเร็ว การวิ่ง การว่ายน้ำ ฯลฯ การออกกำลังกายจะช่วยควบคุมน้ำหนักช่วยเพิ่มการทำงานของอินซูลินช่วยการไหลเวียนของโลหิต ช่วยคลายเครียด ทำให้นอนหลับ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อไต

โรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง

ประชาชนทั่วไปมักเรียกว่า โรคอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาต โรคนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ1. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน2. โรคหลอดเลือดสมองแตก

โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน

อาจเกิดจากการตีบตันที่หลอดเลือดสมองเองหรือจากการมีลิ่มเลือดหลุดจากที่อื่น เช่น จากหัวใจและ จากหลอดเลือดที่บริเวณคอมาอุดตันหลอดเลือดสมอง ทำให้สมองบางส่วนขาดเลือด หรือ มีเนื้อสมองตาย

โรคหลอดเลือดสมองแตก

เกิดจากการแตกของหลอดเลือดสมองทำให้มีเลือดออกมาคั่งและทำลายเนื้อสมองในบริเวณนั้น นอกจากนี้อาจกดเบียดสมองส่วนที่อยู่ใกล้เคียงทำให้สมองส่วนนั้นทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติ จึงเกิดอาการอัมพฤกษ์หรืออัมพาต

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน

1. หลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) เกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือด มีไขมัน และหินปูนมาจับ พบได้ทั้งในหลอดเลือดสมองเอง และหลอดเลือดใหญ่ที่คอมักพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง , โรคเบาหวาน , โรคไขมันในเลือดสูง หรือ ผู้สูบบุหรี่
2. โรคหัวใจที่มีลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง เช่น โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนี้อหัวใจขาดเลือด
3. หลอดเลือดสมองอักเสบ
4.โรคเลือดบางชนิด

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองแตก

1. โรคความดันโลหิตสูง
2. หลอดเลือดสมองผิดปกติแต่กำเนิด

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานทุกระบบ เช่น การเคลื่อนไหว ระบบประสาทสัมผัสชนิดต่าง ๆ เป็นต้น สมองในตำแหน่งต่าง ๆ ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการของโรคหลอดเลือดสมอง จึงเกิดขึ้นได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดโรค หากสมองส่วนใดสูญเสียการทำงานไป ก็จะเกิดอาการผิดปกติของร่างกายในระบบที่สมองบริเวณนั้นควบคุมอยู่ อาการมักเกิดอย่างรวดเร็วหรือทันทีทันใดเนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงทันที แต่ในบางครั้งอาจมีอาการแบบเป็น ๆ หาย ๆ หรือค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะเวลาอันสั้น เช่น

  • อ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก
  • ชาครึ่งซีก
  • เวียนศีรษะ ร่วมกับเดินเซ
  • ตามัว หรือ มองเห็นภาพซ้อน
  • พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง
  • ปวดศีรษะ อาเจียน
  • ซึม ไม่รู้สึกตัว


สัญญาณเตือนภัยของโรคหลอดเลือดสมอง
-อ่อนแรงครึ่งซีก
-เวียนศีรษะ หรือหมดสติ
-ปวดหัวรุนแรงเฉียบพลัน
-พูดไม่ชัด หรือลิ้นแข็ง
-ตามัว หรือเห็นภาพซ้อน

ท่านควรไปพบแพทย์โดยด่วน !

เมื่อเกิดอาการของโรคหลอดเลือดสมองควรทำอย่างไร

ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที อย่ามัวรอช้า เพราะรักษาเร็วจะได้ผลดี

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

  • โรคความดันโลหิตสูง เพิ่มความเสี่ยง 3 – 17 เท่า
  • โรคเบาหวาน เพิ่มความเสี่ยง 3 เท่า
  • การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยง 2 เท่า
  • ไขมันเลือดสูง เพิ่มความเสี่ยง 1.5 เท่า
  • โรคหัวใจ
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • สูงอายุ

การป้องกันโรค

  • ตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละครั้ง
  • งดสูบบุหรี่
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • งดอาหารรสเค็มและไขมันสูง
  • ควรได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์เป็นประจำ
  • กินยาป้องกันการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือดตามแพทย์สั่ง